แชร์

รักศัตรู

อัพเดทล่าสุด: 26 ธ.ค. 2024
1250 ผู้เข้าชม

บทที่ 13  ศัตรู - ความพิเศษ  (จาก The Cost of Discipleship, Dietrich Bonhoeffer)

"ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า  จงรักคนสนิท  และเกลียดชังศัตรู  ฝ่ายเราบอกท่านว่า  จงรักศัตรูของท่าน  และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน  ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์  เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์  ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน  และให้ฝนตก  แก่คนชอบธรรมและคนอธรรม แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่าน  จะได้บำเหน็จอะไร  ถึงพวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ  ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของตนฝ่ายเดียว  ท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า  ถึงคนต่างชาติก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ  เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ  เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน  ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ

(มัทธิว 5:43-48)

 

               มาถึงตอนนี้ เป็นครั้งแรกในคำเทศนาบนภูเขาที่เราพบกับคำที่สรุปคำเทศนาทั้งหมดไว้คือคำว่า รัก,  ความรักถูกจำกัดความในบริบทที่ไม่ผ่อนปรนเลยคือการ  รักศัตรู,  ถ้าพระเยซูเพียงแค่บอกให้เรารักพี่น้องของเรา  เราอาจจะเข้าใจความหมายความรักของพระองค์ผิด   แต่ในที่นี้พระองค์ไม่ปล่อยให้เราสงสัยถึงความหมายของความรักของพระองค์

               ศัตรู  สำหรับสาวกไม่ใช่เป็นเรื่องนามธรรม  พวกสาวกรู้จักพวกศัตรูดีมากเพราะได้พบเจอศัตรูทุกวัน   ศัตรูกล่าวหาพวกเขาว่าบิดเบือนความเชื่อและละเมิดธรรมบัญญัติ  ศัตรูที่เกลียดการที่พวกเขาละทิ้งทุกอย่างเพื่อติดตามพระเยซู     ศัตรูที่ดูถูกและหัวเราะเยาะความอ่อนแอและถ่อมตัวของพวกเขา   ศัตรูที่ข่มเหงพวกเขาเหมือนเป็นนักปฏิรูปที่อันตราย  และแสวงหาที่จะทำลาย   มีศัตรูบางคนที่เป็นกลุ่มผู้นำศาสนาที่ไม่พอใจคำกล่าวอ้างของพระเยซู   คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีอำนาจและมีชื่อเสียง  นอกนั้นยังมีศัตรูของคนยิวทั่วไปคือรัฐบาลโรมัน  เหนืออื่นใดพวกสาวกต้องต่อสู้กับความเกลียดชังที่เกิดจากการไม่ติดตามฝูงชน   ซึ่งทำให้พวกเขาถูกเยาะเย้ย, ถากถาง, และข่มขู่

               พระคัมภีร์เดิมไม่เคยบอกเราอย่างชัดเจนให้เกลียดศัตรู  ในทางตรงข้ามมีมากกว่าหนึ่งครั้งที่บอกว่าเราต้องรักศัตรู  (อพ 23:4f, สษ 25:21f, ปก 45:1ff, 1 ซม 24:7, 2 พก 6:22, ฯลฯ)  แต่พระเยซูไม่ได้กำลังพูดถึงศัตรูธรรมดา  แต่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างประชากรของพระเจ้ากับโลก  สงครามของอิสราเอลเป็น สงครามศักดิ์สิทธิ์  เพราะเป็นสงครามระหว่างพระเจ้าและโลกแห่งรูปเคารพ  นี่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่พระเยซูพูดถึง   ความหมายที่แท้จริงในตอนนี้คือพระองค์กำลังปลดปล่อยสาวกจากการการเป็นพันธมิตรด้านการเมืองกับอิสราเอลเดิม  จากนี้ต่อไปจะไม่มีสงครามเนื่องจากความเชื่ออีกต่อไป  หนทางเดียวที่จะเอาชนะศัตรูคือการรักเขา

               สำหรับคนปกติแล้วความคิดเรื่องการรักศัตรูเป็นสิ่งที่เกินจะทนได้และเกินกำลัง  มันทำลายความคิดในเรื่องความดีความชั่วของเขา  ที่สำคัญกว่านั้นสำหรับคนที่อยู่ใต้กฎบัญญัติ  ความคิดนี้ขัดแย้งกับกฏของพระเจ้าที่ให้มนุษย์แยกตัวและลงโทษศัตรู  อย่างไรก็ตามพระเยซูทรงถือกฎของพระเจ้าในมือและอธิบายถึงความหมายที่แท้จริง,  น้ำพระทัยของพระเจ้าซึ่งอยู่ในกฎของพระเจ้าคือการที่มนุษย์ควรเอาชนะศัตรูโดยการรักพวกเขา

               ในพระคัมภีร์ใหม่ศัตรูของเราคือคนที่เกลียดชังเรา  คริสเตียนต้องปฏิบัติต่อศัตรูแบบพี่น้อง  และตอบแทนความเกลียดชังด้วยความรัก  ความประพฤติของคริสเตียนจะไม่ถูกกำหนดด้วยสิ่งที่คนอื่นปฏิบัติต่อเขา  แต่โดยสิ่งที่พระเยซูปฏิบัติต่อเขา  นั่นคือน้ำพระทัยของพระเยซูคริสต์

                  ศัตรูของเราคือคนที่ดื้อและไม่ตอบสนองต่อความรักของเรา  คนที่ไม่เคยให้อภัยเราเมื่อเราให้อภัยเขาทั้งหมด  คนที่ตอบแทนความรักของเราด้วยความเกลียดและการรับใช้ของเราด้วยการหัวเราะเยาะ, เขาฟ้องข้าพระองค์แทนความรักของข้าพระองค์  ส่วนข้าพระองค์ได้อธิษฐานเท่านั้น (สดุดี 109:4),  ความรักไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน  และ แสวงหาผู้ที่ต้องการมัน  และใครเล่าที่ต้องการความรักของเรามากกว่าคนที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง  ที่ใดที่ความรักจะมีสง่าราศีเท่ากับเมื่อเธออยู่ท่ามกลางศัตรู

               ความรักของคริสเตียนไม่แบ่งแยกระหว่างศัตรูและคนอื่นๆ  ยิ่งศัตรูของเรามีความขมขื่นแห่งความเกลียดชังมากเท่าไหร่  เขายิ่งต้องการความรักมากขึ้นเท่านั้น  คนที่ศัตรูกับสาวกของพระเยซูไม่ว่าทางการเมืองหรือทางศาสนาสามารถคาดหวังความรักที่ไม่มีขีดจำกัดจากสาวกได้  ความรักเช่นนี้ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างเรื่องส่วนบุคคลหรือเรื่องตำแหน่งหน้าที่  เราเป็นสาวกของพระเยซูทั้งในสองฐานะ  ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่เป็นคริสเตียนเลย  ถ้าผมจะถามว่าจะแสดงความรักอย่างนั้นด้วยความประพฤติอย่างไร  พระเยซูทรงตอบว่า  ให้อวยพรเขา  ทำดีต่อเขา  และอธิษฐานเผื่อศัตรูของคุณอย่างไม่หยุดยั้ง 

               จงรักศัตรูของท่าน  คำสั่งก่อนหน้านี้พูดแต่เพียงแค่ความอดทนต่อความชั่วร้าย  แต่เมื่อมาถึงที่นี่พระเยซูไปไกลกว่านั้นโดยไม่เพียงแต่ให้เราทนต่อความชั่วหรือคนชั่ว  ไม่เพียงแต่ให้เราละเว้นจากการปฏิบัติกับเขาอย่างที่เขาทำกับเรา  แต่ให้เรารักเขาจากหัวใจ  เราต้องรับใช้ศัตรูของเราในทุกสิ่งโดยไม่หน้าซื่อใจคดและด้วยความจริงใจ   ทุกอย่างที่คู่รักสามารถจะเสียสละเพื่อกันและกันเราควรจะทำอย่างนั้นกับศัตรู   ถ้าเราตั้งใจจะเสียสละสิ่งของ, เกียรติ,  และชีวิตเพื่อพี่น้องของเรา  เราจะต้องทำกับศัตรูของเราเหมือนกัน   เราจะไม่คิดว่านี้เป็นการให้อภัยต่อความชั่วของศํตรู  ความรักเช่นนี้หลั่งไหลมาจากความเข้มแข็งไม่ใช่ความอ่อนแอ  จากความจริงไม่ใช่ความกลัว  และใครกันเล่าที่ต้องการความรักแบบนี้ถ้าไม่ใช่คนที่เต็มด้วยความเกลียดชัง

          จงอวยพรแก่คนที่แช่งด่าท่าน  ถ้าศัตรูของเราทนเราไม่ได้อีกต่อไปและแช่งด่าเรา  การตอบสนองอย่างทันทีของเราคือการยกมือขึ้นอวยพรเขา  ศัตรูของเราเป็นเป้าหมายการอวยพรของพระเจ้า  คำสาบแช่งของเขาไม่สามารถทำอันตรายอะไรเราได้  ขอให้ความยากจนของเขาได้รับการอวยพรจากความรุ่งเรืองขององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ซึ่งเขาแช่งสาปอย่างเปล่าประโยชน์   เราต้องพร้อมที่จะทนต่อคำแช่งด่าของเขาตราบเท่าที่มันจะเพิ่มพระพรที่พวกเขาต้องการ 

          จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน   เราต้องรักไม่เพียงโดยความคิดและคำพูด  แต่ด้วยการกระทำ  และมีโอกาสมากมายที่เราสามารถใช้ในชีวิตประจำวัน,  ถ้าศัตรูของท่านหิว  เลี้ยงดูเขา ถ้าเขากระหาย จงให้เขาดื่ม (โรม ๑๒.๒๐),  ในขณะที่พี่น้องยืนเคียงข้างกันในยามทุกข์ยากปลอบโยนกันในความเจ็บปวด  ขอให้เราแสดงความรักอย่างนั้นต่อศัตรู  ไม่มีการรับใช้อะไรที่จำเป็นมากกว่าหรือเป็นพระพรมากกว่าการรับใช้ศัตรู,  การให้เป็นเหตุให้มีความสุขมากกว่าการรับ

          จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน  นี่เป็นการเรียกร้องที่เหลือเชื่อ  ด้วยการอธิษฐานเรายืนอยู่เคียงข้างศัตรูและทูลขอต่อพระเจ้าเพื่อเขา  พระเยซูไม่ได้สัญญาว่าเมื่อเราอวยพรศัตรูและทำดีต่อเขาแล้วพวกเขาจะเลิกข่มเหงเรา  พวกเขาจะทำอย่างนั้นแน่นอน  แต่สิ่งนั้นจะไม่ทำให้เราเจ็บปวดหรือทำร้ายเราตราบเท่าที่เราอธิษฐานเผื่อพวกเขา  เพราะถ้าเราอธิษฐานเผื่อเขาเรารับเอาความทุกข์  ความยากจน  ความผิด และ ความย่อยยับของเขามาเป็นของเราและทูลขอต่อพระเจ้าเพื่อเขา  เรากำลังทำเพื่อเขาในสิ่งที่เขาไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้  ทุกๆการดูถูกที่เขาพูดกับเราจะผูกพันเราให้ใกล้ชิดกับพระเจ้าและพวกเขามากขึ้น  การข่มเหงของพวกเขาจะนำให้พวกเขาเข้าใกล้กับการคืนดีกับพระเจ้ามากขึ้นและจะนำมาสู่ชัยชนะของความรัก

          ความรักจะชนะได้อย่างไร,  ไม่ใช่ด้วยการถามว่าศัตรูปฏิบัติต่อเราอย่างไรแต่ด้วยการถามว่าพระเยซูทรงปฏิบัติต่อเราอย่างไร,  ความรักศัตรูนำเราไปในทางแห่งกางเขนและเข้าสู่การสามัคคีธรรมกับพระเยซูผู้ถูกตรึงที่กางเขน  ยิ่งเราเดินอยู่ในทางนี้มากเท่าไหร่  เราจะมีความมั่นใจมากขึ้นในชัยชนะของความรักต่อความเกลียดชังของศัตรู  เพราะเมื่อนั้นความรักไม่ใช่เป็นความรักของตัวสาวกเอง  แต่เป็นความรักของพระเยซูเท่านั้น  พระองค์ผู้ไปสู่กางเขนเพื่อศัตรูของพระองค์และอธิษฐานเผื่อพวกเขาเมื่อพระองค์ถูกตรึง,  ที่กางเขนนั้นพวกสาวกรู้ว่าพวกเขาเองก็เป็นศัตรูกับพระองค์ด้วย  และพระองค์เอาชนะพวกเขาด้วยความรัก  ด้วยสิ่งนี้ที่เปิดดวงตาของพวกสาวกและทำให้เขาสามารถมองศัตรูเป็นพี่น้องได้   สาวกรู้ว่าพวกเขาเป็นหนี้ชีวิตพระองค์   โดยถึงแม้ว่าพวกเขาเป็นศัตรูกับพระองค์แต่พระองค์ทรงถือพวกเขาเป็นพี่น้องและยอมรับพวกเขา   เหล่าสาวกรู้ว่าแม้แต่ศัตรูของพวกเขาก็เป็นที่รักของพระเจ้า   และศัตรูก็เหมือนพวกเขาเมื่อยืนอยู่ที่ใต้กางเขน  พระเจ้าไม่ได้ถามเราถึงความดีหรือความชั่วของเรา  เพราะในสายพระเนตรของพระองค์ความดีของเรานั้นไม่สมบูรณ์   ความรักของพระเจ้าแสวงหาศัตรูที่ต้องการมัน  พระเจ้ารักศัตรูของพระองค์  นั่นเป็นสง่าราศีแห่งความรักของพระองค์ซึ่งสาวกทุกคนทราบดี   เพราะว่าพระเจ้าทรงให้แสงแดดส่องต่อคนชอบธรรมและคนอธรรม  แต่มันไม่ใช่เพียงแต่แสงแดดหรือฝนแห่งโลกเท่านั้น  แต่รวมถึงแสงแดดแห่งความชอบธรรมและสายฝนแห่งพระวจนะของพระองค์ที่มาถึงคนบาป  และแสดงพระคุณของพระบิดาบนสวรรค์,  ความสมบูรณ์, ความรักที่กว้างขวางเป็นการกระทำของพระบิดา  และเป็นการกระทำของบรรดาลูกของพระเจ้าเช่นเดียวกับเป็นการกระทำของพระบุตรองค์เดียวของพระองค์

          คำสั่งให้เรารักศัตรูและไม่แก้แค้นจะเป็นสิ่งที่เร่งด่วนมากขึ้นในการต่อสู้อันบริสุทธิ์ที่รอเราอยู่  และที่เรามีส่วนร่วมบ้างมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว   เวลานั้นจะมาถึงเมื่อการนับถือพระเจ้าจะนำการเกลียดชังและโกรธแค้นมาสู่โลก  คริสเตียนจะถูกไล่ล่าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง  ถูกทำร้ายและอาจถึงความตาย 

เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการข่มเหงอย่างกว้างขวาง  ศัตรูของเราพยายามที่จะกำจัดคริสตจักรและความเชื่อคริสเตียนให้หมดสิ้นไปเพราะเขาไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับเราได้  เขามองเห็นคำพูดและการกระทำของเราเป็นคำประนามต่อคำพูดและการกระทำของเขา   ความคิดของพวกเขาไม่ผิดมากนัก  พวกเขาสงสัยด้วยว่าเราไม่ไส่ใจในคำประนามของพวกเขา  จริงๆแล้วเขาต้องยอมรับว่ามันเสียเวลาเปล่าที่จะประนามเรา  เราไม่ตอบสนองต่อความเกลียดชังและการโต้แย้ง  

 


แม้ว่าเขาอยากจะให้เราทำอย่างนั้นเพื่อจะจมลงไปสู่ระดับเดียวกับเขา  และเราจะต่อสู้กับสงครามนี้อย่างไร,  ในไม่ช้าเวลาจะมาถึงเมื่อเราจะอธิษฐานไม่เพียงแต่ส่วนบุคคลแต่เป็นการอธิษฐานรวมกันของคริสตจักร  เราจะอธิษฐานในชุมชนและเราจะสรรเสริญองค์พระเจ้าผู้ทรงถูกตรึง, ฟื้นคืนพระชนม์, และจะเสด็จกลับมาอีก  และคำอธิษฐานหรือบทเพลงอะไรที่จะเหมาะสม     มันจะเป็นคำอธิษฐานเผื่อลูกแห่งความพินาศที่อยู่รอบๆและจ้องมองเราด้วยสายตาที่เร่าร้อนด้วยไฟแห่งความเกลียดชัง  และ บางคนที่ได้ยกมือฆ่าพวกเราบางคนไปแล้ว,  มันจะเป็นคำอธิษฐานแห่งสันติภาพสำหรับจิตวิญญาณที่หลงผิด, ที่ถูกทำลาย,  คำอธิษฐานสำหรับความรักเดียวกันที่นำความชื่นชมยินดีมาสู่เรา  คำอธิษฐานที่จะฝังเข้าไปในส่วนลึกของวิญญาณพวกเขา  และฉีกจิตใจของเขาอย่างรุนแรงมากกว่าสิ่งที่เขาทำต่อเรา,  ใช่แล้ว, คริสตจักรที่กำลังรอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงจะต้องสวมเสื้อเกราะแห่งความบริสุทธิ์เข้าในการอธิษฐานแห่งความรักแบบนี้

          อะไรคือความรักที่ไม่มีขีดจำกัด,   มันคือความรักที่ไม่แสดงเฉพาะต่อคนที่รักเราตอบ   เมื่อเรารักคนที่รักเรา  พี่น้องของเรา  ชาติของเรา  เพื่อนของเรา  และสมาชิกโบสถ์ของเรา,  เราก็ไม่ดีไปกว่าคนชาวโลก  ความรักอย่างนี้เป็นความรักธรรมดาตามธรรมชาติ  และไม่ได้เป็นความรักแบบคริสเตียน,   เราสามารถรักเพื่อนร่วมชาติ ญาติ เพื่อนฝูง  ไม่ว่าเราจะเป็นคริสเตียนหรือไม่  และไม่มีความจำเป็นที่พระเยซูต้องสอนเราสำหรับความรักแบบนั้น  แต่ในทางตรงข้ามพระองค์ยืนยันให้เรารักศัตรู   ซึ่งแสดงให้เรารู้ว่าพระองค์ทรงหมายความอย่างไรเมื่อพูดถึง ความรัก, และเราควรจะมีทัศนคติต่อความรักอย่างไร

          สาวกแตกต่างจากคนต่างชาติอย่างไร,  การเป็นคริสเตียนมีหมายความอย่างไร,   ในที่นี้เราพบคำที่กำหนด มัทธิวบทนี้ทั้งบท   สิ่งที่ทำให้คริสเตียนแตกต่างคือคำว่า พิเศษ (๕.๔๗) - perisson   ความพิเศษที่อยู่เหนือความปกติทั่วๆไป,   นี่คือคุณภาพของความชอบธรรมที่อยู่เหนือพวกธรรมาจารย์และฟาริสี,  คุณภาพที่แตกต่างของชีวิตคริสเตียนเริ่มต้นจากความ   พิเศษ,  สิ่งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสภาพปกติธรรมดา  ความพิเศษนี้จะไม่มาปะปนกับ ความธรรมดา,  นั่นคือความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ของจริยธรรมโปรเตสแทนต์ที่เจือจางความรักของคริสเตียนเข้ากับความรักชาติ  ความสัตย์ซื่อต่อเพื่อน  และงาน,   สำหรับพระเยซูแล้วสัญญลักษณ์ของคริสเตียนคือ  ความพิเศษ ,  คริสเตียนไม่สามารถใช้ชีวิตตามมาตรฐานของโลก  เพราะเขาต้องจดจำเสมอถึงคำว่า พิเศษ

          อะไรเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า  พิเศษ,  มันคือชีวิตแบบ  ผู้เป็นสุข (๕.๓-๑๐),  ชีวิตของผู้ที่ติดตามพระเยซูคริสต์,  ความสว่างของโลก,  เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขา,  ทางแห่งการสละตนเอง,  ทางแห่งความบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ , ทางแห่งความสัตย์จริงและความอ่อนโยน,  มันคือความรักที่ไม่จำกัดต่อศัตรูทั้งส่วนตัว ทางศาสนา และ การเมือง,   ในทุกกรณีมันคือความรักที่สมบูรณ์แบบบนไม้กางเขน  อะไรคือความ  พิเศษ,  มันคือความรักของพระเยซูคริสต์เองผู้ซึ่งผ่านไม้กางเขนด้วยความอดทนและเชื่อฟัง,   ไม้กางเขนเป็นความแตกต่างของศาสนาคริสต์   เป็นฤทธิ์เดชที่ช่วยให้คริสเตียนอยู่เหนือโลกและมีชัยชนะ  ความทนทุกข์แห่งความรักของพระคริสต์บนกางเขนเป็นการแสดงออกอย่างสมบูรณ์ถึงความ พิเศษ ของชีวิตคริสเตียน

          ความ พิเศษ  นั้นคือแสงสว่างที่ส่องสว่างยังมนุษย์และถวายพระเกียรติแด่พระบิดาบนสวรรค์   มันไม่สามารถถูกถังครอบได้  มันจะต้องแสดงต่อมนุษย์   ชุมชนของผู้ติดตามพระคริสต์เป็นชุมชนของผู้มีความชอบธรรมที่เหนือกว่าและเป็นชุมชนที่เปิดเผย   เป็นชุมชนที่ละทิ้งโลกและสังคม  และเห็นทุกอย่างเป็นหยากเยื่อเพื่อไม้กางเขนของพระคริสต์

          คุณภาพอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไรในทางปฏิบัติ  นี่เป็นสิ่งที่น่าพิศวงที่สาวกพระเยซูกระทำ  มันจะต้องทำเพื่อให้คนอื่นเห็น  มันไม่ใช่การทรมานตัวเองแต่เป็นความเชื่อฟังน้ำพระทัยพระคริสต์อย่างง่ายๆตรงไปตรงมา,   ถ้าเราทำให้ความ พิเศษ นี้เป็นมาตรฐานของเรา  เราจะถูกนำไปสู่การทนทุกข์ของพระคริสต์  และเป็นการทนทุกข์อย่างต่อเนื่อง

          คนเหล่านี้เป็นคนที่ดีรอบคอบคือคนที่มีความรักที่ไม่จำกัดของพระบิดาบนสวรรค์   มันเป็นความรักที่ทรงประทานพระบุตรเพื่อมาตายแทนเราบนกางเขน  โดยการทนทุกข์ในการมีส่วนร่วมกับไม้กางเขนนี้ที่ทำให้สาวกของพระเยซูเป็นคนดีรอบคอบ  และคนที่ดีรอบคอบนี้เองที่เป็น ผู้เป็นสุข ที่แท้จริง 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
สรุปหนังสือ"ภาพพจน์ของการอภิบาล" (ตอน1)
สรุปหนังสือ "ภาพพจน์ของการอภิบาล" (ตอน1)
26 ธ.ค. 2024
เผชิญหน้าโมริยาห์ของคุณ
โดย ศจ. ซง เช็ง ฮ็อค แปลโดยคุณเพียรชนันท์
26 ธ.ค. 2024
ความสุขและความท้าทาย
ครอบครัว สถานที่แห่งความมั่นคงปลอดภัยและ
26 ธ.ค. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy