แชร์

สรุปหนังสือ"ภาพพจน์ของการอภิบาล" (ตอน1)

อัพเดทล่าสุด: 26 ธ.ค. 2024
1712 ผู้เข้าชม
สรุปหนังสือ ภาพพจน์ของการอภิบาล (ตอน1)

Images of Pastoral Care by Robert C. Dykstra (ed.), Atlanta, Chalice Press, 2005.

โดย  ธานินทร์  วรวิจิตราพันธ์

แปลโดย  สุจินดา-วิรุฬห์ จิตต์ปราณีชัย

ส่วนที่1 ภาพพจน์ของการอภิบาลในช่วงเริ่มต้น

1. เอกสารมนุษย์  (The Living Human Document)

แอนตัน ที บอยเซน (Anton T. Boisen) ถือเป็นผู้ก่อตั้งการศึกษาที่เกี่ยวกับการอภิบาลของศิษยาภิบาลในอเมริกา  ได้สร้างรูปแบบการดูแลของศิษยาภิบาลจากประสบการณ์ของตัวเขาเอง เขาเคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพราะสภาวะที่ไม่ปรกติ เขามีความกลัวที่รุนแรงเกี่ยวกับความหายนะที่จะเกิดขึ้นในโลกและเขารู้สึกไม่สามารถรับมือกับมันได้ เขาให้เหตุผลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของเขาว่า บางสิ่งบางอย่างได้เกิดขึ้นซึ่งขัดแย้งกับรากฐานของการมีเหตุและผลตามปกติ  ภาพพจน์ของเอกสารมนุษย์ คือ  การพยายามที่จะอ่านเข้าไปในตัวตนของคนเหมือนกับการอ่านหนังสือ เพื่อที่จะนำความหมายและเป้าหมายของมันออกมา หน้าที่ของศิษยาภิบาลก็คือการช่วยเหลือลูกค้า (หรือสมาชิกของคริสตจักร) ให้มองเห็นภาพรวมของประสบการณ์อันหลากหลายทั้งหมดและหาความหมายจากประสบการณ์เหล่านี้

การให้คำปรึกษาของศิษยาภิบาลคือการฟังและแปลความหมายจากเรื่องราวของคน คนแต่ละคนต้องการที่จะเป็นที่นับถือและมีคนรับฟัง ในความเป็นเอกลักษณ์และสิทธิของเขา  เขาหรือเธอต้องการผู้แปลสารและผู้ชี้แนะ บทบาทหลักของศิษยาภิบาลในการให้คำปรึกษาก็คือการทำความเข้าใจและแปลสารจากโลกที่อยู่ภายในของคนๆนั้นและพยายามที่จะช่วยเขาให้สร้างความหมายที่มีความเป็นไปได้ขึ้นมาใหม่

2. โครงข่ายมนุษย์  (The Living Human Web)

บอนนี่ มิลเลอร์-แมคลีมอร์ (Bonnie Miller-Mclemore)  ให้ความเห็นว่าในการให้คำปรึกษาของศิษยาภิบาล เราจำเป็นที่จะต้องมีมุมมองที่กว้างขึ้น ไม่มองเพียงแค่บริบททางศาสนศาสตร์หรือทางจิตวิทยาเท่านั้น แต่รวมไปถึงสภาพสังคมของคนๆนั้น หลักจริยธรรม เพศ วัฒนธรรมและความคิดเห็นต่อสาธารณะ   ดังนั้นเธอจึงแทนที่คำของบอยเซนที่ว่า เอกสาร เป็นคำที่ให้ความหมายกว้างและซับซ้อนมากกว่าว่า โครงข่าย คำอธิบายที่ทำให้เห็นภาพที่ดีของ โครงข่ายก็คือเมื่อศิษยาภิบาลได้พบกับคนที่อาศัยอยู่ในวัฒนธรรมที่มากกว่าหนึ่งวัฒนธรรม เช่น  คนที่เน้นสิทธิสตรีหรือคนสีผิว ศิษยาภิบาลต้องเข้าใจในทั้งสองวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลเหนือคนๆนั้น (เช่นวัฒนธรรมทางสังคม และ วัฒนธรรมของเชื้อชาติ)

3. ผู้เลี้ยงแกะที่ห่วงใย (The Solicitous Shepherd)

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในภาพพจน์ที่เป็นที่นิยมที่สุดของศิษยาภิบาลซึ่งมาจากคำสอนของพระเยซูโดยตรงและอัครสาวก เปโตร (ยอห์นบทที่ 10 และ 1 เปโตรบทที่ 5)  ผู้เขียนได้ใช้คำอุปมาของชาวสะมาเรียที่ดีในการเป็นแบบของผู้เลี้ยงที่ดี ชาวสะมาเรียช่วยชายที่บาดเจ็บจากความต้องการของเขาเอง โดยไม่มีเหตุผลอย่างอื่นเลย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เลี้ยงแกะควรมองไปที่ความต้องการของมนุษย์ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตวิญญาณ ทั้งความต้องการที่เฉพาะเจาะจงและพระกิตติคุณนิรันดร์ การเลี้ยงดูไม่ใช่เป็นเพียงหน้าที่อย่างเดียวของศิษยาภิบาลเท่านั้น เขายังต้องทำอย่างอื่นด้วย เช่น การร่วมสามัคคีธรรม, การประกาศพระกิตติคุณฯลฯ ถึงแม้ว่าเป้าหมายสูงสุดของศิยาภิบาลก็คือการเชื่อมโยงระหว่างพระกิตติคุณเข้ากับความต้องการของมนุษย์ก็ตาม แต่การเลี้ยงดูก็ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงแค่สิ่งที่เป็นด้านบวกเท่านั้น เช่น ความรัก, ความห่วงใย, การให้อภัย แต่บางครั้งมันเกี่ยวข้องกับการตัดสินความถูกต้องด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกแกะที่หลงหายไป อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของการเลี้ยงดูก็ยังคือการเยียวยารักษา

4. ผู้เลี้ยงแกะที่กล้าหาญ  (The Courageous Shepherd)

การอภิบาลถือเป็นงานที่มีต้นทุนสูง ดังนั้นความกล้าหาญถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในงานอภิบาลของศิษยาภิบาล ซึ่งผู้เขียนคิดว่าในแนวทางอภิบาลสมัยใหม่มักจะละเลยเรื่องนี้ไป เมื่อเรามองไปที่ภาพของผู้เลี้ยงแกะในพระคัมภีร์ มันได้แสดงออกถึงความห่วงใย เอาใจใส่ต่อความต้องการ มีแขนที่แข็งแรงไว้คอยอุ้มชูและการเสียสละตนเอง มันไม่มีข้อสงสัยเลยว่าพระเยซูเองเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดของความเป็นผู้นำ ซึ่งผ่านทั้งคำสอนและการกระทำของพระองค์ จากภาพของผู้เลี้ยงแกะในพระคัมภีร์ มันคือการทรงเรียกให้ศิษยาภิบาลทุกคนมีความกล้าหาญ ความกล้าหาญในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความรุนแรงหรือความแข็งแรงทางกายภาพที่สื่อสมัยนี้ได้บอกเรา ความกล้าหาญในที่นี้มีทั้งความอ่อนโยนและความเข้มแข็งที่เราเห็นได้ในคำพูด, การกระทำ, และการทนทุกข์ของพระเยซู มันเป็นหลักคุณธรรมที่อยู่ภายในตัวตนทั้งหมด เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าและมนุษยชาติ เป็นความรักที่มั่นคงและไม่สามารถทำลายได้

5. ชาวสะมาเรียที่รู้จักแยกแยะ  (The Self-Differentiated Samaritans)

จีน สตีเวนสัน โมสเนอร์ (Jeanne Stevenson Moessner)   ผู้เขียนหนังสือได้คิดถึงภาพลักษ์การอภิบาลของศิษยาภิบาลในบริบทสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงมักจะมีปัญหากับการค้นหาตัวตนของเธอ ซึ่งนั้นได้นำไปสู่การนับถือตัวเองในระดับที่ต่ำ ผู้เขียนได้ใช้คำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียในลูกาเพื่อให้ภาพของการอภิบาล เป็นการทรงเรียกที่ปรากฏในคำอุปมาที่เชื่อมโยงกันและกัน ระหว่างความรักของพระเจ้า, เพื่อนบ้านและตัวตน ในคำอุปมานี้ ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นถึงตัวละครสามตัว โจร, ปุโรหิตและชาวเลวี, และชาวสะมาเรีย ทัศนคติต่อคนอื่นของแต่ละคนถูกสื่อออกมาได้ว่า ของของคุณเป็นของของฉัน (โจร), ของของคุณก็เป็นของของคุณ ของของฉันก็เป็นของของฉัน (ปุโรหิตและชาวเลวี), และ ของของฉันเป็นของของคุณ (ชาวสะมาเรีย), ทัศนคติของชาวสะมาเรียสามารถบรรยายถึงทัศนคติต่อตัวตนของผู้หญิงที่มีค่านิยมในการพึ่งพาผู้อื่น ผู้เขียนได้โต้แย้งว่าจุดที่สำคัญของคำอุปมาก็คือว่าชาวสะมาเรียเดินทางต่อจนสิ้นสุดหลังการช่วยเหลือชายบาดเจ็บแล้ว เขาได้ช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้าย แต่เขาก็ทำงานของเขาเองให้เสร็จด้วยเช่นกัน ดังนั้นทัศนคติของเขาที่มีต่อผู้อื่นจึงเป็น ของของคุณเป็นของของคุณ ของของฉันก็เป็นของของฉัน แต่ฉันมีเพียงพอที่จะแบ่งปัน ผู้หญิงต้องรักตัวตนของตัวเองเพราะพวกเขามีคุณค่าอย่างมาก

บทความที่เกี่ยวข้อง
โลกคือความเปลี่ยนแปลง (การจัดการกับโลกที่เปลี่ยนแปลง)
ดร. เน็ด อาร์ สจ๊วต (อดีต) หัวหน้าภาคการให้
26 ธ.ค. 2024
"รัก" ในมุมมอง "พระเยซู" Love for Jesus
บทความ โดย ธานินทร์ วรวิจิตราพันธ์
26 ธ.ค. 2024
คริสเตียนไม่ไปคริสตจักรได้ไหม
ในช่วงสถานการณ์โควิด19 ทำให้วิถีการดำเนิน
26 ธ.ค. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy